สเกเลตันเกิดจากการเติบโตของผลึกที่ "ไม่เสถียร" โดยขอบของผลึกจะเติบโตเร็วกว่าด้านหน้าผลึก ทำให้เกิดโพรงหรือรอยบุ๋มซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในทางจิตวิญญาณ เชื่อกันว่าหินชนิดนี้ทำหน้าที่เหมือน "ฮาร์ดไดรฟ์" ของจักรวาลที่บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไว้ภายในรอยพับเหล่านั้น
**การชำระล้างกรรม: เชื่อว่าช่วยดึงเอาเรื่องค้างคาในอดีตหรือบาดแผลทางใจให้ออกมาเพื่อการเยียวยาและปลดล็อก **การปรับตัว: ช่วยให้ผู้ครอบครองสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตไปได้ **ปัญญาญาณ: เสริมสร้างการตัดสินใจที่มาจากสัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ **การเชื่อมต่อ: ช่วยให้สื่อสารกับพลังงานชั้นสูงหรือจิตใต้สำนึกได้ลึกซึ้งขึ้น
**Crown Chakra (จักระที่ 7 - มงกุฎ): เป็นจักระหลักที่หินชนิดนี้ทำงานด้วย ช่วยเปิดทางให้พลังงานจากจักรวาลไหลเข้าสู่ร่างกาย **Third Eye Chakra (จักระที่ 6 - ตาที่สาม): ช่วยเสริมการมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังภาพลวงตา **Soul Star Chakra: (จักระเหนือศีรษะ) เชื่อว่าเป็นประตูสู่การระลึกชาติหรือการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณที่เป็นอมตะ
**ทำสมาธิ: ถือหินไว้ในมือขณะนั่งสมาธิเพื่อดาวน์โหลดความสงบและปัญญา **การวางในที่อยู่อาศัย: วางในจุดที่ต้องการการชำระล้างพลังงานลบ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน เพื่อสร้างเกราะป้องกันพลังงานที่สับสน **ใช้ในการบำบัด: วางบนตำแหน่งจักระที่ 6 หรือ 7 เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดสะสมในระดับจิตลึก
**การล้างพลังงาน: สเกเลตันดูดซับพลังงานหนักๆ ได้มาก ควรล้างด้วย เสียง (Singing Bowl) หรือ ควันกำยาน บ่อยกว่าหินทั่วไป **การทำความสะอาดทางกายภาพ: เนื่องจากมีรอยหลุมเยอะ อาจมีฝุ่นสะสมได้ง่าย ควรใช้แปรงขนนุ่มปัด หรือล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วเช็ดให้แห้งสนิททันที **ข้อระวัง: แม้จะแข็งแรง (ความแข็ง 7) แต่โครงสร้างที่เปราะบางตามรอยหยักอาจแตกบิ่นได้ง่ายหากตกกระแทก
**ผู้ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต: เช่น ย้ายงาน, เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือกำลังก้าวผ่านความสูญเสีย **นักบำบัดและผู้ทำงานด้านพลังงาน (Lightworkers): เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยผู้อื่น
**มีความเครียดรุมเร้า: พลังงานของหินจะช่วยจัดระเบียบความคิดที่วุ่นวายให้สงบลง **นักสะสมหิน: เพราะเป็นหินที่มีเอกลักษณ์ทางโครงสร้างที่ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่ก้อนเดียว
**"หินที่โตแบบถอยหลัง?" ความแปลกของสเกเลตันคือมันดูเหมือนหินที่ "กำลังสลายตัว" หรือ "แตกหัก" แต่จริงๆ แล้วมันคือการเติบโตที่มีรูปแบบซับซ้อนที่สุด นักเล่นหินมักเรียกมันว่า "โบราณสถานในรูปแบบหิน" เพราะมองเข้าไปข้างในจะเหมือนเห็นห้องโถงหรือทางเดินที่สลับซับซ้อน **"จระเข้แห่งอัญมณี" ในบราซิลเรียกหินนี้ว่า Jacare เพราะผิวที่ขรุขระเหมือนหนังจระเข้ ซึ่งจระเข้คือสัญลักษณ์ของความอยู่รอดและความแข็งแกร่ง หินนี้จึงเป็นตัวแทนของพลังชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ต่อกาลเวลา