ในสมัยโบราณ หยกถูกนำมาทำเป็นอาวุธเพราะความเหนียวที่แตกหักยาก ต่อมาได้กลายเป็นเครื่องรางของจักรพรรดิและชนชั้นสูง โดยเชื่อว่าหยกคือสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์
**ความร่มเย็นเป็นสุข: ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความว้าวุ่น และสร้างความสมดุลในครอบครัว **ดึงดูดความมั่งคั่ง: เชื่อว่าเป็นหินเรียกเงินเรียกทองและโชคลาภ **สุขภาพและความอายุยืน: ชาวจีนเชื่อว่าการสวมหยกจะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายและปกป้องร่างกายจากโรคภัย **การคุ้มครอง: หากหยกที่สวมใส่อยู่แตกหรือร้าว เชื่อว่าหยกได้ "รับเคราะห์" แทนเจ้าของไปแล้ว
**Heart Chakra (จักระที่ 4 - หัวใจ): หยกเขียวทำงานโดยตรงกับจักระหัวใจ ช่วยในเรื่องการเยียวยาอารมณ์ การให้อภัย และการเปิดใจรับความรักที่บริสุทธิ์ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น
**สวมเป็นกำไล: นิยมสวมที่ ข้อมือซ้าย เพราะอยู่ใกล้หัวใจที่สุด เพื่อให้พลังงานความเย็นจากหยกไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย **กัวซา (Gua Sha): ใช้หยกนวดใบหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและลดความร้อนใต้ผิวหนัง **พกติดตัว: เพื่อเป็นเครื่องรางนำโชคในยามเจรจาธุรกิจ
**การล้าง: ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วเช็ดด้วยผ้านุ่ม **การชาร์จพลัง: หยกชอบ "ความชื้น" และ "ความเย็น" การนำหยกไปแช่น้ำสะอาด หรือวางไว้ท่ามกลางต้นไม้จะช่วยให้หยกดูสดใสขึ้น **ข้อระวัง: แม้หยกจะเหนียวแต่ก็เป็นรอยขีดข่วนได้จากอัญมณีที่แข็งกว่า (เช่น เพชร) จึงควรเก็บแยกใส่ถุงผ้า
**นักธุรกิจและคู่ค้า: ที่ต้องการความใจเย็นและการเจรจาที่ราบรื่น **ผู้สูงอายุ: เพื่อเสริมสิริมงคลด้านสุขภาพและความอายุยืน **คนที่มีอารมณ์ร้อน: พลังงานเย็นของหยกจะช่วยลดความวู่วาม **ผู้ที่เกิดปีมะเมีย หรือผู้ที่เกิดวันพุธ: ตามความเชื่อจะช่วยเสริมดวงชะตาได้ดีเป็นพิเศษ
**"ทองมีราคา แต่หยกประเมินค่าไม่ได้" เป็นสุภาษิตจีนที่สะท้อนว่า หยกแท้แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique) ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกัน 100% ราคาของหยกจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและ "วาสนา" ระหว่างผู้ครอบครองกับตัวหิน **"หยกกินน้ำ" สังเกตไหมครับว่าคนที่สุขภาพดีใส่หยก หยกจะดูใสและเงางามขึ้นเรื่อยๆ จนคนโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "หยกมีชีวิต" เพราะหยกสามารถปรับจูนพลังงานกับร่างกายของผู้สวมใส่ได้นั่นเอง